-
-
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม2)
ระยะทาง 3.9 128 หมู่ที่6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม2 ชั้น4 ถนนพระรามที่2 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ, บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8721491 -
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม 2ไอที)
ระยะทาง 3.9 128 หมู่ที่ 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาพระราม 2 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ, บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8724604 -
พาวเวอร์มอลล์ (สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ)
ระยะทาง 4.3 ถ.รัชดาภิเษก บุคคโล กรุงเทพฯ, ธนบุรี 10600 Thailand โทรศัพท์: 02-4691000 -
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม 3)
ระยะทาง 4.4 79/3 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี กรุงเทพฯ, ยานนาวา 10120 Thailand โทรศัพท์: 02-6736141 -
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม 3)
ระยะทาง 4.4 79/3 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี กรุงเทพฯ, ยานนาวา 10120 Thailand โทรศัพท์: 02-6736141 -
เทสโก้ โลตัส (สาขาพระราม 3)
ระยะทาง 4.6 172 นราธิวาสราชนครินทร์ ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพฯ , พระราม 3 10120 Thailand โทรศัพท์: 02-6810920 -
-
โฮมโปร (สาขาพระราม 2)
ระยะทาง 3.5 45/581 หมู่ที่ 6 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ, บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8956555 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาธนบุรี-ปากท่อ)
ระยะทาง 3.6 56 หมู่ 6 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ , บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8957600 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาธนบุรี-ปากท่อ)
ระยะทาง 3.6 56 หมู่ 6 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ , บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8957600 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาธนบุรี-ปากท่อ)
ระยะทาง 3.6 56 หมู่ 6 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ , บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8957600 -
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม2)
ระยะทาง 3.9 128 หมู่ที่6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม2 ชั้น4 ถนนพระรามที่2 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ, บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8721491 -
เพาเวอร์บาย (สาขาเซ็นทรัลพระราม 2ไอที)
ระยะทาง 3.9 128 หมู่ที่ 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาพระราม 2 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ กรุงเทพฯ, บางขุนเทียน 10150 Thailand โทรศัพท์: 02-8724604
-
-
-
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาราษฎร์บูรณะ)
ระยะทาง 2.1 19 หมู่ 9 ถ.ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ , ราษฎร์บูรณะ 10140 Thailand โทรศัพท์: 02-8731200 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาราษฎร์บูรณะ)
ระยะทาง 2.1 19 หมู่ 9 ถ.ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ , ราษฎร์บูรณะ 10140 Thailand โทรศัพท์: 02-8731200 -
โฮมโปร (สาขาฟิวเจอร์ มาร์ท พระราม 3)
ระยะทาง 2.7 295 ถ.พระราม 3 แขวงบางคอแหลม กรุงเทพฯ, บางคอแหลม 10120 Thailand โทรศัพท์: 02-6890844 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาดาวคะนอง)
ระยะทาง 3.3 1050 ถ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงเทพฯ , ธนบุรี 10600 Thailand โทรศัพท์: 0-2876-2777 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาดาวคะนอง)
ระยะทาง 3.3 1050 ถ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงเทพฯ , ธนบุรี 10600 Thailand โทรศัพท์: 0-2876-2777 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาดาวคะนอง)
ระยะทาง 3.3 1050 ถ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงเทพฯ , ธนบุรี 10600 Thailand โทรศัพท์: 0-2876-2777 -
พบ 147 ร้าน ภายใน 15 กิโลเมตรจาก ทุ่งครุ
-
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาสุขสวัสดิ์)
ระยะทาง 1.9 94 หมู่ 18 ต.บางพึ่ง สมุทรปราการ, พระประแดง 10130 Thailand โทรศัพท์: 02-4644234 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาสุขสวัสดิ์)
ระยะทาง 1.9 94 หมู่ 18 ต.บางพึ่ง สมุทรปราการ, พระประแดง 10130 Thailand โทรศัพท์: 02-4644234 -
เพาเวอร์บาย (สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์)
ระยะทาง 1.9 94 หมู่ที่ 18 ลานจอดรถบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ตำบลบางพึ่ง สมุทรปราการ, พระประแดง 10130 Thailand โทรศัพท์: 02-4632941 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาสุขสวัสดิ์)
ระยะทาง 1.9 94 หมู่ 18 ต.บางพึ่ง สมุทรปราการ, พระประแดง 10130 Thailand โทรศัพท์: 02-4644234 -
เพาเวอร์บาย (สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์)
ระยะทาง 1.9 94 หมู่ที่ 18 ลานจอดรถบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ตำบลบางพึ่ง สมุทรปราการ, พระประแดง 10130 Thailand โทรศัพท์: 02-4632941 -
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (สาขาราษฎร์บูรณะ)
ระยะทาง 2.1 19 หมู่ 9 ถ.ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ , ราษฎร์บูรณะ 10140 Thailand โทรศัพท์: 02-8731200
-
-
พบ 147 ร้าน ภายใน 15 กิโลเมตรจาก ทุ่งครุ
-
-
-
วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556
เบอร์โทร พาวเวอบายและบิ๊กซี
วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556
ปฏิวัติตัวเอง
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9560000039388
จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่า โรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น
แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน
• 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง
คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความ เร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน
น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดัน ตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ!!
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้
ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้าย แรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง
“ความจริงหลายๆโรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป โรคตับอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกาย พบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา
โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลาย วิธีการ
วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่ง การที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
• ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย
จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกินและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง
การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น
“จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน
ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัยในระดับที่สามารถรักษาโรคที่ เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ
สรุปออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ
• มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ
โรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือโรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก.
ตอนนี้โรคต่างๆหายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียว ยืดหยุ่นดี
คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการ ใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คืออวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้
อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ
• เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค
เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว
ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามี สุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่ว ไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ
“ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี
คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
• ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้
คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน
“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ
ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้
เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”
• ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ
1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย
2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค
3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่ แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา
4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้
นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา
• ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ
1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ
2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความ เคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น
3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์
นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว
5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย กฤตสอร)
จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่า โรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น
แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน
• 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง
คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความ เร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน
น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดัน ตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ!!
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้
ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้าย แรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง
“ความจริงหลายๆโรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป โรคตับอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกาย พบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา
โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลาย วิธีการ
วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่ง การที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
• ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย
จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกินและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง
การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น
“จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน
ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัยในระดับที่สามารถรักษาโรคที่ เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ
สรุปออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ
• มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ
โรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือโรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก.
ตอนนี้โรคต่างๆหายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียว ยืดหยุ่นดี
คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการ ใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คืออวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้
อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ
• เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค
เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว
ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามี สุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่ว ไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ
“ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี
คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
• ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้
คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน
“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ
ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้
เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”
• ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ
1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย
2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค
3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่ แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา
4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้
นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา
• ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ
1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ
2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความ เคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น
3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์
นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว
5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย กฤตสอร)
วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556
ลูกเดือยกับข้าวบาร์เลย์
ลูกเดือย V.S. ข้าวบาร์เลย์
ลูกเดือย>>>เม็ดจะใหญ่กว่า และเมื่อต้มแล้วมันจะฟูๆ
ข้าวบาร์เลย์>>>จะเป็นเม็ดกลมๆเล็กเหมือนข้าวญี่ปุ่น กินแล้วหนึบๆดี
ลูกเดือย 120 บาทต่อกิโล ส่วนข้าวบาเล่ย์ 50 บาทต่อกิโล
ซึ่งทั้ง 2 เป็นพืชตระกูลเดียวกันค่ะ
ลูกเดือย
อันดับ Poales
วงศ์ Poaceae
สกุล Coix
ข้าวบาร์เลย์
อันดับ Poales
วงศ์ Poaceae
สกุล Hordeum
ลูกเดือย>>>เม็ดจะใหญ่กว่า และเมื่อต้มแล้วมันจะฟูๆ
ข้าวบาร์เลย์>>>จะเป็นเม็ดกลมๆเล็กเหมือนข้าวญี่ปุ่น กินแล้วหนึบๆดี
ลูกเดือย 120 บาทต่อกิโล ส่วนข้าวบาเล่ย์ 50 บาทต่อกิโล
ซึ่งทั้ง 2 เป็นพืชตระกูลเดียวกันค่ะ
ลูกเดือย
อันดับ Poales
วงศ์ Poaceae
สกุล Coix
ข้าวบาร์เลย์
อันดับ Poales
วงศ์ Poaceae
สกุล Hordeum
การอ้างอิง
คาถา อาหาร
มะนุชัสสะ
สะทา สตีมะโต มัตตัง ชานะโต ลัทธะโภชะเน
ตะนุกุสสะ ภะวันติ เวทะนา สะณิกัง ชีระติ อายุ ปาละยัง
ตะนุกุสสะ ภะวันติ เวทะนา สะณิกัง ชีระติ อายุ ปาละยัง
....ผู้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาขณะกินอาหาร จะมีโรคน้อย
แก่ช้า และอายุยืน....
(นิวรณ์ ๕) อันประกอบด้วย
ความพอใจในกาม
ความผูกใจพยาบาท
ความง่วงเหงาหาวนอนขณะภาวนา
ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญหงุดหงิด
ความลังเลสงสัยในประโยชน์ของการภาวนา
i like it
การชนะ คนอื่น หมื่นแสนหน
เดี๋ยวกลับตน เป็นแพ้ ไม่แน่หนอ
ชนะตน จากชั่ว เท่านั้นพอ
ย่อมเกิดก่อ สุขแท้ แก่ตนเอง
เดี๋ยวกลับตน เป็นแพ้ ไม่แน่หนอ
ชนะตน จากชั่ว เท่านั้นพอ
ย่อมเกิดก่อ สุขแท้ แก่ตนเอง
จากหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556
หอจดหมายเหตุพุทธทาส
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ (Suanmokkh Bangkok)
สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ถ.นิคมรถไฟสาย 2
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 02-936-2800, โทรสาร 02-936-2900
ภายใต้การดูแลและบริหารงานโดย
คณะกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
“สวนโมกข์” อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นธรรมสถานที่ “ท่านพุทธทาส” ก่อกำเนิดขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งสำหรับให้สาธุชนได้ค้นคว้า ศึกษาธรรมะ และแต่ละวันก็มีคนเดินทางไปเยือนจำนวนมากมาย แต่ตอนนี้สาธุชนที่สนใจคำสอนแนวท่านพุทธทาส มีทางเลือกเพิ่มขึ้นแล้ว คือที่ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่ภายใน สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ แขวง/เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สวนสาธารณะอันร่มรื่นด้วยธรรมชาติกลางกรุง เปิดให้สาธุชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยไม่ต้องเดินทางไกล
ภายในมี “หอ จดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” สถานที่เก็บรักษา อนุรักษ์ ศึกษาค้นคว้า และเผยแผ่ผลงานของท่านพุทธทาส และยังเป็นสถานที่ที่ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหัวใจของศาสนา หรือศูนย์เรียนรู้และบริการด้านศาสนธรรม เป็นศูนย์รวมข้อมูลธรรมะตลอดช่วงชีวิต 87 ปีของท่านพุทธทาส ระหว่างปี 2449-2536 สิ่งเหล่านั้นเป็นสมบัติ คลังมรดกทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ สมควรจัดเก็บอนุรักษ์ไว้ให้เป็นระบบ ซึ่งมีประมาณ 27,347 รายการ ก่อนที่จะปล่อยให้เสี่ยงต่อการชำรุดเสียหาย
ต้น ฉบับผลงานที่สำคัญของท่านพุทธทาส ที่จะย้ายจากสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ก็ได้นำมาไว้ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ พร้อมทำความสะอาดและซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสติปัญญาและจิตใจของผู้คนให้เจริญเติบโต จนกล้าแข็งในความถูกต้องดีงามอย่างรื่นรมย์ จนสามารถเป็นผู้ที่อยู่เย็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่งขึ้นไปอีก
อาคารสวนโมกข์แห่งนี้ สร้างขึ้นกลางสระน้ำใหญ่ เมื่อแรกเข้า จะพบความสงบ เน้นความเรียบง่าย ประกอบด้วย ลานหินโค้ง และสระนาฬิเกร์ ซึ่งจำลองจากสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
สถาน ที่เป็นอาคาร 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 ห้องหนังสือและสื่อธรรม ชั้น 2 สวนปฏิจจสมุปบาท ห้องปฏิบัติธรรมและประชุมสัมมนา ห้องนิทรรศการ นิพพานชิมลอง และชั้น 3 ห้องประชุม ห้องจดหมายเหตุ สำนักงาน ห้องค้นคว้า “มหรสพทางวิญญาณเพื่อนิพพานชิมลอง” สถานที่ปฏิบัติสมถวิปัสสนา ที่สำคัญเป็นสถานที่ในการจัดเก็บผลงานของท่านพุทธทาส ทั้งหนังสือ บันทึก และลายมือต้นฉบับ จำนวน 575,000 หน้า ภาพ 51,300 ชิ้น เสียงและโสตทัศน์ 234 แผ่น
สำหรับไฮไลต์ของสวนโมกข์ กรุงเทพฯ คือ นิทรรศการ “นิพพานชิมลอง” บริเวณชั้นที่ 2 เป็นการจัดห้องประชาชนเข้าไปสัมผัส โดยแบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย
ห้องที่ 1 เสียงสงบใจที่ท่านจะได้รับประสบการณ์ คือการพินิจภาพ โดยทุกคนจะจดจ่อฟังเสียงระฆัง รวบรวมพลังความสงบภายในจิตใจ
ห้องที่ 2 คือ นิพพานที่ข้าพเจ้ารู้จัก ภายในห้องนี้เปรียบเสมือน “โรงมหรสพทางวิญญาณ” เป็นเวทีจัดแสดงสื่อธรรมร่วมสมัยที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์ ประติมากรรม “ก้อนหินพูดได้” และถ้อยคำชวนคิดสะกิดใจ “นิพพาน อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก"
ห้องที่ 3 ไตร่ตรองลองชิม เป็นการทำภาวะของใจที่สงบ เย็นว่างจากความโลภ หลง ด้วยการมีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกลมหายใจเข้าออก หรือเรียกว่า อานาปานสติ
ห้องที่ 4 สงบเย็นและเป็นประโยชน์ เป็นการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ของท่านพุทธทาส พร้อมเสียงบรรยายธรรม และผลงานระบือธรรมชิ้นสำคัญ และปณิธาน 3 ประการ ที่ฝากไว้ในพินัยกรรม และ
ห้อง 5 มุมสื่อสารเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ให้ท่านทั้งหลายร่วมบริจาคและสมทบทุน
สวน โมกข์ กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งให้ความรู้แก่คนกรุงที่ใฝ่ธรรม หรือศรัทธาหลักธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสเท่านั้น หากแต่สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นแหล่งสงบทางจิตใจให้คนกรุงที่มีชีวิตเร่งรีบ วุ่นวายในทางโลก ได้ปลีกตัวออกมาพักเหนื่อย เติมพลังใจ พลังจิตวิญญาณ ค้นหาแก่นของธรรมและเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คุ้มค่าได้ประโยชน์ทางกายและใจแล้ว ยังส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบที่เรียกว่า อิ่มบุญ อิ่มใจ แถมยังได้ลดพลังงานขนานแท้อีกด้วย เชื่อว่าสำหรับบรรดาคนที่สนใจใฝ่หาเรื่องราวดีๆ มาเติมเต็มให้ชีวิต รับรองมาแล้วต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน
ผู้ที่เคารพศรัทธาท่านพุทธทาสยังสามารถสมัครเป็น อาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังดำเนินการและจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการเป็นอาสาสมัครงานจดหมายเหตุ, อาสาสมัครงานฐานข้อมูลดิจิตอล, อาสาสมัครงานอินเทอร์เน็ต, อาสาสมัครบริการหนังสือและสื่อธรรมะ, อาสาสมัครจัดกิจกรรม ณ ลานหินโค้งและโถงใหญ่, อาสาสมัครโรงมหรสพทางวิญญาณเพื่อนิพพานชิมลอง, อาสาสมัครจัดประชุมสัมมนาและกิจกรรม, อาสาสมัครกิจกรรมฝึกฝนปฏิบัติสมถวิปัสสนา, อาสาสมัครบริการค้นคว้า ศึกษา วิจัยและพัฒนา, อาสาสมัครถอดเสียงคำบรรยายเพื่อการเผยแพร่, อาสาสมัครแปลงานเพื่อการเผยแพร่, อาสาสมัครจัดทำต้นฉบับหนังสือเพื่อการเผยแพร่, อาสาสมัครการบริหารจัดการ, อาสาสมัครประสานงานภาคีกัลยาณมิตร, อาสาสมัครการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และอาสาสมัครจัดการอาคารสถานที่ ฯลฯ
ที่นั่งทำจากหินสะอาด สำหรับให้สาธุชนประกอบพุทธกิจต่างๆ
ภายในหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
แผนที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2866
เว็บไซต์หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
http://www.bia.or.th/
http://www.dhamma4u.com/
http://www.facebook.com/buddhadasaarchives
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
